โลกร้อน กระทบต่อพืชอย่างไร?
โลกร้อน กระทบต่อพืชอย่างไร?

โลกร้อน กระทบต่อพืชอย่างไร?
1) สภาพอากาศประเทศไทยในปัจจุบัน: ร้อนขึ้น แล้งขึ้น และผันผวนมากขึ้น
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างชัดเจน อุณหภูมิสูงขึ้นกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะฤดูร้อนที่มักแตะ 35–40°C หรือสูงกว่านั้น ขณะเดียวกันปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงและกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ เกิดฝนทิ้งช่วงยาว แม้ในฤดูฝน นอกจากนี้ ฤดูกาลยังมีความแปรปรวนสูง บางช่วงร้อนจัดต่อเนื่อง บางช่วงเกิดพายุหรือฝนฉับพลัน ส่งผลให้การวางแผนเพาะปลูกทำได้ยากขึ้น
2) ผลกระทบของสภาพอากาศร้อนแล้งต่อพืช
สภาพอากาศร้อนและขาดน้ำส่งผลต่อพืชในทุกระดับ ตั้งแต่กระบวนการภายในจนถึงผลผลิต
- การสังเคราะห์แสงลดลง เมื่ออากาศร้อนและน้ำไม่พอ พืชจะปิดปากใบเพื่อลดการสูญเสียน้ำ ทำให้รับ CO₂ ได้น้อยลง ส่งผลให้การสร้างอาหารลดลง พืชจึงโตช้า ใบเล็ก และไม่สมบูรณ์
- รากดูดน้ำและธาตุอาหารได้ลดลง ดินแห้งทำให้ธาตุอาหารเคลื่อนที่ไม่ได้ แม้ใส่ปุ๋ยไปแล้ว พืชก็ใช้ได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้เกิดอาการขาดธาตุอาหาร
- การออกดอกและติดผลเสียหาย พืชหลายชนิดไวต่อความร้อน เช่น
- พริก มะเขือ → ดอกหลุด ไม่ติดผล
- มะเขือเทศ → ผลแตก คุณภาพลด
- แตง → ผลเล็ก น้ำไม่เต็ม
- ใบไหม้และต้นทรุด อุณหภูมิสูงทำให้ใบไหม้ การคายน้ำสูง รากเสียหาย
- ผลกระทบระยะยาว ไม้ยืนต้น เช่น มะม่วง ทุเรียน หากเครียดสะสม จะให้ผลผลิตลดลงในปีถัดไป แม้ต้นยังไม่ตาย

3) แนวทางการรับมือและแก้ปัญหา
การแก้ปัญหาต้องทำแบบ “บูรณาการ” ทั้งน้ำ ดิน และต้นพืช
- การจัดการน้ำ ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้ดินแห้งจัด ใช้ระบบน้ำหยดหรือให้น้ำเฉพาะบริเวณรากเพื่อลดการสูญเสียน้ำ
- การคลุมดิน ใช้ฟาง หญ้าแห้ง หรือวัสดุคลุมดิน เพื่อลดการระเหยน้ำ ลดอุณหภูมิดิน และช่วยรักษาความชื้น
- การลดความร้อนที่ใบ ใช้ อัมเบรลล่า เคลือบใบ เพื่อลดอุณหภูมิและลดความเครียดจากแสงและความร้อน
- การปรับปรุงดิน เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน เช่น การใช้ คาริส ช่วยอุ้มน้ำเพื่อให้รากมีน้ำใช้ต่อเนื่อง
- การจัดการปุ๋ย ใส่ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในสภาพแล้งที่พืชดูดปุ๋ยมาใช้ได้ยาก

4) การชั่งน้ำหนัก: ดูแลพืช vs ไม่ดูแลพืช
การตัดสินใจดูแลพืชในช่วงร้อนแล้งควรพิจารณาทั้งต้นทุนและความเสี่ยง
ดังนั้นการไม่ดูแลอาจประหยัดในระยะสั้น แต่เพิ่มความเสี่ยงสูงมาก ในขณะที่การดูแลแม้มีต้นทุน แต่ช่วยรักษาผลผลิตและรายได้ ดังนั้น การดูแลพืช “คุ้มค่ากว่าอย่างชัดเจน”

5) เหตุผลที่ควรใช้ อัมเบรลล่า และ คาริส
ในสภาพอากาศปัจจุบัน พืชเผชิญปัญหาหลัก 2 ด้าน คือ ความร้อนที่ใบ และ การขาดน้ำในดิน
- อัมเบรลล่า ทำหน้าที่ลดความร้อนที่ผิวใบ โดยสะท้อนแสง ลดการคายน้ำ และลดความเครียดของพืช ช่วยให้การสังเคราะห์แสงไม่ลดลงเร็วเกินไป
- คาริส ช่วยเพิ่มการอุ้มน้ำในดิน ปรับสภาพดินให้รากดูดน้ำและธาตุอาหารได้ดีขึ้น และช่วยให้พืชใช้ปุ๋ยได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เหตุผลที่ควรใช้ร่วมกัน
- อัมเบรลล่า → ปกป้อง “ส่วนเหนือดิน”
- คาริส → เสริม “ระบบรากในดิน”
จึงช่วยลดความเครียดของพืชทั้งระบบ ทำให้พืชสามารถทนต่อสภาพร้อนแล้งได้ดีขึ้น

เรียบเรียงข้อมูลโดย สิริญาดา ธนังสวัสดิ์
References
- Thailand Meteorological Department. (2026). Seasonal weather forecast for agriculture (summer 2026). https://www.tmd.go.th/media/agro/season/2569/พยากรณ์อากาศเกษตรฤดูร้อนpdf
- World Bank. (2025). Thailand climate and development report: Climate risk and water resourcechallenges.
- Glenn, D. M., & Puterka, G. J. (2005). Particle films: A new technology for agriculture. Horticultural Reviews, 31, 1–44.
- Dinis, L. T., Ferreira, H., Pinto, G., et al. (2016). Kaolin particle film mitigates heat stress and improves yield in Coffea canephora. Experimental Agriculture, 52(4), 1–14.
- Wang, Q., Zhang, J., & Li, Y. (2020). Effects of poly-γ-glutamic acid on soil structure and water retention characteristics. Soil Science and Plant Nutrition, 66(5), 1–10.
- Ogunleye, A., Bhat, A., & Irorere, V. U. (2015). Poly-γ-glutamic acid: Production, properties and applications. Microbiology, 161(1), 1–17.
20 เมษายน 2569
ผู้ชม 259 ครั้ง